การฉายแสง LED กู้หน้าใสไร้สิวจริงหรือ?

อยากหน้าใส ผิวสุภาพดี ตามกระแส Beauty Trends 2020 “เปลือยหน้าสด ลดโลกร้อน” ในปัจจุบันการทาครีมบำรุงผิวหน้าและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์คงยังไม่พอ เราต้องมองหาเทคโนโลยีมาเป็นตัวช่วยดูแลหน้าใสไร้สิวกันหน่อยค่ะ หมอขอแนะนำ “การฉายแสง LED” กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มสาวๆ ที่มีปัญหาหน้าเป็นสิว บอกต่อกันมาจนเป็นข้อสงสัยว่าจะได้ผลจริงหรือ?  วันนี้หมอจะอธิบายให้คลายความสงสัยกันนะคะ

การฉายแสง LED บำบัดผิวคืออะไร?

การฉายแสง LED (Light – Emitting Diode) หรือแสง 4 สี เป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่นิยมในการรักษาสิว ดูแลผิวพรรณให้มีสุขภาพดีขึ้นทั้งใบหน้าและบริเวณอื่น เช่น สิวที่หน้าอก หลัง ซึ่งเป็นบริเวณที่ยากต่อการรักษาได้ โดยแสง LED ที่ระดับความเข้มแสงต่างกันจะทำปฏิกิริยาเพื่อรักษาเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ ฟื้นฟูผิวให้กลับมาดีกว่าเดิม จะไม่รู้สึกเจ็บหรือระคายเคืองผิวขณะรักษา ไม่ทิ้งบาดแผลตกสะเก็ด และไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้นด้วยค่ะ

แหล่งที่มา: https://celestolite.com

แสง LED 4 สี แต่ละสีมีคุณสมบัติต่างกันอย่างไร?

แสงสีฟ้า (Blue light, ความยาวคลื่น 470 nm)

มีคุณสมบัติในการรักษาสิวอักเสบ สิวติดสารสเตียรอยด์ สิวแพ้ต่างๆ และช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย P.Acne สาเหตุของการเกิดสิว รวมไปถึงช่วยลดความมันบนใบหน้า ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดสิวอุดตันอีกด้วย

แสงสีเขียว (Green light, ความยาวคลื่น 527 nm)

มีคุณสมบัติในการรักษารอยดำ ลดการสร้างเม็ดสี ปรับสีผิวให้กระจ่างใสเช่นเดียวกับแสงสีเหลือง แต่จะนิยมใช้ลดรอยดำมากกว่า นอกจากนี้แสงสีเขียวยังจะช่วยรักษาอาการแพ้ต่างๆ ได้ด้วย

แสงสีเหลือง (Yellow light, ความยาวคลื่น 590 nm)

มีคุณสมบัติในการรักษารอยแดง ลดการสร้างเม็ดสี คืนความกระจ่างใสให้กับผิว รักษาเส้นเลือดฝอยที่อยู่ใต้ผิวหนัง อีกทั้งยังมีคุณสมบัติในการกระตุ้นต่อมน้ำเหลือง และระบบการไหลเวียนโลหิตให้ดีขึ้น

แสงสีแดง (Red light, ความยาวคลื่น 640 nm)

มีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ลดเลือนริ้วรอยเล็กๆ บนใบหน้า กระชับกล้ามเนื้อ ปรับผิวให้เรียบเนียน รวมไปถึงลดการอักเสบของผิวอีกด้วย (นิยมฉายคู่กับแสงสีฟ้า เนื่องจากในบางเคสอาจจะต้องมีการกดสิว ซึ่งแสงสีแดงจะช่วยทำให้ผิวบริเวณนั้นแข็งแรงขึ้น และไม่ทิ้งรอยแผลเป็น)

จำเป็นต้องฉายแสง LED ครบทั้ง 4 สีหรือไม่?

ไม่จำเป็นค่ะ การรักษาจะขึ้นอยู่กับหมอจะเป็นผู้พิจารณา โดยจะดูจากวัย สภาพผิว และปัญหาผิวที่คนไข้เป็นอยู่ อาจจะฉายแสงเพียงสีเดียวหรือสลับกันไป หากผิวหน้าไม่ได้เป็นสิวก็สามารถรักษาได้เช่นกัน คนไข้สามารถฉายแสงเพื่อการฟื้นฟูสภาพผิวจากจุดด่างดำ ริ้วรอย และปรับผิวกระจ่างใสได้ค่ะ

รักษาผิวด้วยแสง LED ต่างจากรักษาด้วยเลเซอร์อย่างไร?

ในขณะรักษาด้วยแสง LED จะไม่มีความรู้สึกร้อนเลยค่ะ หลังรับการรักษาเสร็จก็ไม่มีผลข้างเคียง ไม่ทําให้ผิวหนังไหม้ แต่คนไข้ต้องเข้ารับการรักษาถี่กว่าการรักษาด้วยเลเซอร์เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกันนะคะ

ทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล?

ส่วนใหญ่จะเห็นผลเมื่อรับการรักษาต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ครั้งขึ้นไป จะพบว่าสิวอักเสบค่อยๆ ยุบตัวลง ใบหน้ามีความมันน้อยลง รอยสิวดูจางลง หมอแนะนำควรทำสัปดาห์ละครั้ง ต่อเนื่องกัน 4 – 8 สัปดาห์ขึ้นไปค่ะ ซึ่งความถี่ของการรักษาจะขึ้นอยู่กับหมอพิจารณาให้เหมาะสมกับแต่ละคนค่ะ

อย่างไรก็ตามการฉายแสง LED ถือเป็นทางออกที่ดีสำหรับสาวๆ ที่มีปัญหาสิวแต่ไม่อยากรักษาด้วยการรับประทานยา หรือรักษาสิวไม่หายเพราะอาการดื้อยา และยังสามารถรักษารอยสิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ พร้อมปรับผิวหน้าให้กระจ่างใสได้อีกด้วย หากใครสนใจสามารถส่งภาพเข้ามาให้หมอวิเคราะห์สภาพผิวก่อนเบื้องต้นได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ที่ Facebook Inbox หรือ [email protected] (มี @ ข้างหน้า) นะคะ